วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

น้ำเอนไซม์ ดื่มบำบัดโรค


น้ำเอนไซม์เป็นเครื่องดื่มสุขภาพของชาวชีวจิตอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ กัน เอนไซม์ อาจดูแปลกหูอยู่สักหน่อยสำหรับคนทั่วไป แต่ชาวชีวจิตส่วนใหญ่มักเข้าใจความหมายและประโยชน์ของเอนไซม์เป็นอย่างดี เพราะเอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

น้ำเอนไซม์ ดื่มบำบัดโรค 

        เนื่องจากในร่างกายของเราประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น เพปซิน เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีน ไลเพส คือเอนไซม์ที่ช่วยย่อยไขมัน เป็นต้น แต่ทั้งนี้เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญสองประการ คือ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น และเพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น
        การคั้นเอาน้ำที่มีในผักและผลไม้บางชนิดมาดื่มเป็นเครื่องดื่ม ที่ช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้ดียิ่งขึ้นนี่เอง ที่เราเรียกว่า น้ำเอนไซม์ แต่ถึงแม้ว่าน้ำเอนไซม์แต่ละชนิดจะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดในการดื่มหลายประการ นั่นคือ
        น้ำเอนไซม์อาจเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรประเภทหนึ่ง แต่เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเครื่องดื่ม เพราะ ไม่ต้องการให้คนที่ดื่มแล้วติดในรสชาติ แต่ให้ผู้ดื่มคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากน้ำแต่ละชนิดมากกว่า อย่างเวลาที่เราคั้นน้ำเอนไซม์ ไม่ว่าจาก แครอท มะระ หรือเซเลอรี่ ต้องดื่มทันทีโดยไม่คำนึงถึงว่ามันจะอร่อยหรือไม่ เพราะเอนไซม์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะต้องสด
        หน้าที่ของเอนไซม์คือเป็นตัวก่อตั้งหรือสารตั้งต้นให้ระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานได้อย่างถูกต้อง ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งหากเราจะดื่มน้ำเอนไซม์ เราต้องรู้ก่อนว่าเอนไซม์ที่อยู่ในผลไม้แต่ละชนิดมันมีหน้าที่ทำอะไร โดยแต่ละประเภทของเอนไซม์ทำหน้าที่ของมันโดยเฉพาะ หากจะกินเป็นยา อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าเอนไซม์แต่ละชนิดอยู่ที่ไหน เอาไปใช้อย่างไร เพื่ออะไร
        การทำน้ำเอนไซม์สำหรับดื่มนั้นสามารถทำได้สองวิธี คือ ใช้การคั้น สับ หรือตำกับครก แล้วกรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบาง หรือจะใช้เครื่องแยกกาก (Juicer) ก็ได้ แม้ว่าน้ำเอนไซม์จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไปในแต่ละวัน เพราะน้ำเอนไซม์บางชนิดหากดื่มมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น น้ำเอนไซม์จากแครอท หากดื่มในปริมาณมากเกินไปก็จะทำให้มีอาการตัวเหลือง เป็นต้น
        ทั้งนี้หลังทำเสร็จควรดื่มทันที และไม่ควรทิ้งไว้นานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะหากเก็บไว้นาน จะทำให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในตัวผักและผลไม้เสื่อมประสิทธิภาพลง อีกทั้งไม่ควรดื่มน้ำเอนไซม์หลายชนิดปนกัน เพราะเอนไซม์แต่ละชนิดจะมีฤทธิ์ที่ทำลายกันเอง ทีนี้ เราลองมาดูกันว่า น้ำเอนไซม์ในผักผลไม้ที่เรานิยมดื่มกันนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

น้ำเอนไซม์ ดื่มบำบัดโรค

ประโยชน์ของเอนไซม์ในผักผลไม้แต่ละชนิด
  • เอนไซม์จากแครอท ช่วยในการล้างไขมัน กระตุ้นการทำงานของตับ
  • เอนไซม์จากเซเลอรี่ ช่วยในการทำให้เลือดสะอาดขึ้น เผาผลาญคอเลสเทอรอลในร่างกาย
  • เอนไซม์จากรากบัวหลวง ช่วยในการหายใจให้สะดวกขึ้น ช่วยในการทำงานของปอดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยในการเผาผลาญอาหารและพลังงานทำให้ดีขึ้น
  • เอนไซม์จากมะระ ช่วยในการฟอกเลือดและการทำงานของไตให้ดีขึ้น
  • เอนไซม์จากกระเทียม ช่วยในการฆ่าเชื้อโรค
  • เอนไซม์จากแคนตาลูปและแตงโม ช่วยในระบบการทำงานของไต
  • เอนไซม์จากตำลึง ช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหาร
หมายเหตุ : ควรดื่มประมาณวันละ 1 แก้วเท่านั้น และสลับกันไปเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซาก
นอกเหนือจากน้ำเอนไซม์ที่ยกตัวอย่างไปแล้วข้างต้น เรายังสามารถคั้นน้ำเอนไซม์ได้จากผลไม้อีกหลายชนิด เช่น ฝรั่ง ส้ม สับปะรด เป็นต้น

ที่มา   http://comvariety.com/health-news/527

แป้ง กินไม่อ้วน "ทำได้นะ"

  
คุณผู้หญิงที่ชอบบริโภคแป้งกันเป็นจำ แต่ยังคงอยากจะลดน้ำหนักแต่ยังไงก็คงจะ ห้ามปากไม่ได้สักทีที่ชอบกินแป้งใช่ไหมล่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่อยาก กินไม่อ้วน วันนี้เราก็มีคำแนะนำให้คุณได้ลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักได้อย่างสมใจแถมยัง ได้ทานแป้งได้ตามใจคุณอีกด้วยนะ ฮันแน่อยากรู้วิธี กินไม่อ้วน กันแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ นั้นเรามาดูนำแนะนำในการบริโภค “แป้ง” กินไม่อ้วน “ทำได้นะ!!” กันเลยดีกว่าค่ะแล้วอย่าลืมนำ วิธีกินไม่อ้วน ไปใช้กันด้วยนะค่ะ 


“แป้ง” กินไม่อ้วน
           การลดน้ำหนัก ที่ถูกที่สุดและปลอดภัยที่สุดคือ การทานอาหารครบทุกมื้อครบทุกหมู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่ใช่การหยุดทานแป้งหรือขยาดแป้งชนิดปฏิเสธเสียงแข็งชาตินี้จะไม่ทานแป้ง อีกเลย เพราะถ้าทำเช่นนั้นโรคขาดสารอาหารจะจ่อคิวรอแม้ว่าน้ำหนักจะลดได้จริง
          การที่คุณไม่ทานแป้งเลยแล้วทานอาหารน้อยเกินไปจะส่งผลเสียเสมือน คอมพิวเตอร์ เข้าสู่ Save Mode พอน้ำหนักลดลงได้ก็หนีไม่พ้นอาการโหยหาแป้ง น้ำตาลและขนมหวานทำให้กลับมาอ้วนได้อีกอย่างง่ายดายและรวดเร็วแบบตั้งรับแทบ ไม่ทัน
ดังนั้นถ้ากลัวอ้วนก็ต้องระมัดระวังอย่าตามใจปากและควรเลือกทานแป้งและ น้ำตาลที่มีดัชนีไกล ซีมิกต่ำดัชนีนี้เป็นตัววัดว่าอาหารพวกแป้งและน้ำตาลนี้จะมีผลต่อระดับของ กลูโคสในเลือดอย่างไร หากมีค่าไกลซีมิกสูงเท่าไรระดับกลูโคสในเลือดก็เพิ่มขึ้นเร็วเท่านั้น
          โดยปกติกลูโคสจะถือว่ามีค่าไกลซีมิกอยู่ที่ 100 ส่วนแป้งและน้ำตาลอื่น ๆ ก็มีค่าน้อยลงลดหลั่นลงมา หากอาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำกว่า 55 ถือว่ามีค่าไกลซีมิกต่ำ ส่วนระดับ 55 – 70 จัดว่ามีค่าอยู่ในขั้นปานกลางและระดับที่สูงกว่า 70 จัดอยู่ในขั้นสูง ดังนั้น หากไม่อยากให้เกิดระดับกลูโคสในเลือดสูงเกินไปก็ให้เลือกทานแป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกต่ำไว้ก่อน
อาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำ ๆ เช่น พวกแป้งและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วโดยส่วนใหญ่น้ำตาลในผลไม้ ข้าวซ้อมมือ พาสต้า หรือสปาเก็ตตี้ ส่วนอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือพวกที่มีค่าไกลซีมิ กสูงเช่น ขนมปัง (แม้แต่โฮลวีทที่มีวิตามินเยอะ) วัฟเฟิล แครกเกอร์ ข้าวขัดขาว มันฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอดหรืออบ
          กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดคือคนชาวพื้นเมืองของอเมริกันที่แต่เดิมทานพวกหัว เผือกหัวมัน ถั่ว ข้าวโพด อาหารที่มีเส้นใย ผลไม้ ซึ่งมีค่าไกลซีมิกต่ำ แต่เมื่อเปลี่ยนมาทานอาหารแบบคนเมือง คือ อาหารจานด่วน น้ำอัดลม ขนมอบต่าง ๆ ปรากฎว่ากลายเป็นคนอ้วนไปตาม ๆ กัน พร้อมทั้งมีปัญหาโรคเบาหวานมากขึ้น ดังนั้นไม่ถึงกับต้องงดหรือลดการทานแป้งและน้ำตาลเสียเลยแต่ให้เลือกพวกที่ มีค่าไกลซีมิกต่ำเป็นหลัก
          ร่างกายต้องการพลังงงานเพื่อนำมาเผาผลาญเพื่อใช้ระหว่างกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องทานแป้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาหารมื้อเช้าและ แม้ว่าต้องการลดความอ้วน ร่างกายควรได้รับแป้งประมาณ 60 – 80 กรัมต่อวัน ในขณะที่คนที่ไม่ต้องการลดน้ำหนักสามารถทานแป้งได้ถึง 300 กรัมต่อวัน
          นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานสะสมที่อยู่ในรูปไขมันออกมาใช้ เพราะการออกกำลังกายจะไป กระตุ้นตับอ่อน ให้ผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งคือ กลูคากอนมีหน้าที่ในการรักษาระดับของกลูโคสในเลือดไม่ให้ต่ำเกินไป โดยการสลายไกลโครเจนที่สะสมไว้เป็นกลูโคส รวมไปถึงการเอาไขมันที่สะสมมาใช้ด้วย
          ไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไปแถมยังไม่ขาดสารอาหารแค่เลือกทานแป้งให้ถูกชนิด ใน สัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เพราะนอกจากรูปร่างที่ดีแล้วสุขภาพที่ดีย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน

ที่มา  http://comvariety.com/health-news/9118

หมดปัญหาความร้อนระหว่างคุยโทรศัพท์


 หากคุณมีปัญหากับความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างคุยโทรศัพท์ เครื่องมือชนิดนี้อาจช่วยได้
      เอียโรส(Earos) คือเครื่องป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราสัมผัสโทรศัพท์โดยตรง ออกแบบเพื่อช่วยป้องกันความร้อนของโทรศัพท์ และมีเครื่องครอบหูเพื่อป้องกันความหนาวเย็นเมื่อต้องออกไปโทรศัพท์ข้างนอก ออกแบบโดย โรเบิร์ต พอตเตอร์
หมดปัญหาความร้อนระหว่างคุยโทรศัพท์
คุณสมบัติของเอียโรส
- ช่วยกั้นไม่ให้โทรศัพท์กระทบกับใบหูโดยตรง ซึ่งเป็นการป้องกันรังสีความร้อนที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์ในระหว่างการพูด   คุย
- ในสภาวะอากาศที่หนาวเย็น เอียโรสสามารถช่วยปกป้องใบหูจากความเย็นและลมได้
- สามารถป้องกันการขูดขีด
- สามารถเป็นที่วางโทรศัพท์ได้ เมื่อวางเอียโรสคว่ำลง
หมดปัญหาความร้อนระหว่างคุยโทรศัพท์
นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจไม่น้อย