วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

น้ำเอนไซม์ ดื่มบำบัดโรค


น้ำเอนไซม์เป็นเครื่องดื่มสุขภาพของชาวชีวจิตอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ กัน เอนไซม์ อาจดูแปลกหูอยู่สักหน่อยสำหรับคนทั่วไป แต่ชาวชีวจิตส่วนใหญ่มักเข้าใจความหมายและประโยชน์ของเอนไซม์เป็นอย่างดี เพราะเอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

น้ำเอนไซม์ ดื่มบำบัดโรค 

        เนื่องจากในร่างกายของเราประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น เพปซิน เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีน ไลเพส คือเอนไซม์ที่ช่วยย่อยไขมัน เป็นต้น แต่ทั้งนี้เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญสองประการ คือ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น และเพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น
        การคั้นเอาน้ำที่มีในผักและผลไม้บางชนิดมาดื่มเป็นเครื่องดื่ม ที่ช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้ดียิ่งขึ้นนี่เอง ที่เราเรียกว่า น้ำเอนไซม์ แต่ถึงแม้ว่าน้ำเอนไซม์แต่ละชนิดจะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดในการดื่มหลายประการ นั่นคือ
        น้ำเอนไซม์อาจเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรประเภทหนึ่ง แต่เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเครื่องดื่ม เพราะ ไม่ต้องการให้คนที่ดื่มแล้วติดในรสชาติ แต่ให้ผู้ดื่มคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากน้ำแต่ละชนิดมากกว่า อย่างเวลาที่เราคั้นน้ำเอนไซม์ ไม่ว่าจาก แครอท มะระ หรือเซเลอรี่ ต้องดื่มทันทีโดยไม่คำนึงถึงว่ามันจะอร่อยหรือไม่ เพราะเอนไซม์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะต้องสด
        หน้าที่ของเอนไซม์คือเป็นตัวก่อตั้งหรือสารตั้งต้นให้ระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานได้อย่างถูกต้อง ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งหากเราจะดื่มน้ำเอนไซม์ เราต้องรู้ก่อนว่าเอนไซม์ที่อยู่ในผลไม้แต่ละชนิดมันมีหน้าที่ทำอะไร โดยแต่ละประเภทของเอนไซม์ทำหน้าที่ของมันโดยเฉพาะ หากจะกินเป็นยา อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าเอนไซม์แต่ละชนิดอยู่ที่ไหน เอาไปใช้อย่างไร เพื่ออะไร
        การทำน้ำเอนไซม์สำหรับดื่มนั้นสามารถทำได้สองวิธี คือ ใช้การคั้น สับ หรือตำกับครก แล้วกรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบาง หรือจะใช้เครื่องแยกกาก (Juicer) ก็ได้ แม้ว่าน้ำเอนไซม์จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไปในแต่ละวัน เพราะน้ำเอนไซม์บางชนิดหากดื่มมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น น้ำเอนไซม์จากแครอท หากดื่มในปริมาณมากเกินไปก็จะทำให้มีอาการตัวเหลือง เป็นต้น
        ทั้งนี้หลังทำเสร็จควรดื่มทันที และไม่ควรทิ้งไว้นานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะหากเก็บไว้นาน จะทำให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในตัวผักและผลไม้เสื่อมประสิทธิภาพลง อีกทั้งไม่ควรดื่มน้ำเอนไซม์หลายชนิดปนกัน เพราะเอนไซม์แต่ละชนิดจะมีฤทธิ์ที่ทำลายกันเอง ทีนี้ เราลองมาดูกันว่า น้ำเอนไซม์ในผักผลไม้ที่เรานิยมดื่มกันนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

น้ำเอนไซม์ ดื่มบำบัดโรค

ประโยชน์ของเอนไซม์ในผักผลไม้แต่ละชนิด
  • เอนไซม์จากแครอท ช่วยในการล้างไขมัน กระตุ้นการทำงานของตับ
  • เอนไซม์จากเซเลอรี่ ช่วยในการทำให้เลือดสะอาดขึ้น เผาผลาญคอเลสเทอรอลในร่างกาย
  • เอนไซม์จากรากบัวหลวง ช่วยในการหายใจให้สะดวกขึ้น ช่วยในการทำงานของปอดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยในการเผาผลาญอาหารและพลังงานทำให้ดีขึ้น
  • เอนไซม์จากมะระ ช่วยในการฟอกเลือดและการทำงานของไตให้ดีขึ้น
  • เอนไซม์จากกระเทียม ช่วยในการฆ่าเชื้อโรค
  • เอนไซม์จากแคนตาลูปและแตงโม ช่วยในระบบการทำงานของไต
  • เอนไซม์จากตำลึง ช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหาร
หมายเหตุ : ควรดื่มประมาณวันละ 1 แก้วเท่านั้น และสลับกันไปเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซาก
นอกเหนือจากน้ำเอนไซม์ที่ยกตัวอย่างไปแล้วข้างต้น เรายังสามารถคั้นน้ำเอนไซม์ได้จากผลไม้อีกหลายชนิด เช่น ฝรั่ง ส้ม สับปะรด เป็นต้น

ที่มา   http://comvariety.com/health-news/527

แป้ง กินไม่อ้วน "ทำได้นะ"

  
คุณผู้หญิงที่ชอบบริโภคแป้งกันเป็นจำ แต่ยังคงอยากจะลดน้ำหนักแต่ยังไงก็คงจะ ห้ามปากไม่ได้สักทีที่ชอบกินแป้งใช่ไหมล่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่อยาก กินไม่อ้วน วันนี้เราก็มีคำแนะนำให้คุณได้ลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักได้อย่างสมใจแถมยัง ได้ทานแป้งได้ตามใจคุณอีกด้วยนะ ฮันแน่อยากรู้วิธี กินไม่อ้วน กันแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ นั้นเรามาดูนำแนะนำในการบริโภค “แป้ง” กินไม่อ้วน “ทำได้นะ!!” กันเลยดีกว่าค่ะแล้วอย่าลืมนำ วิธีกินไม่อ้วน ไปใช้กันด้วยนะค่ะ 


“แป้ง” กินไม่อ้วน
           การลดน้ำหนัก ที่ถูกที่สุดและปลอดภัยที่สุดคือ การทานอาหารครบทุกมื้อครบทุกหมู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่ใช่การหยุดทานแป้งหรือขยาดแป้งชนิดปฏิเสธเสียงแข็งชาตินี้จะไม่ทานแป้ง อีกเลย เพราะถ้าทำเช่นนั้นโรคขาดสารอาหารจะจ่อคิวรอแม้ว่าน้ำหนักจะลดได้จริง
          การที่คุณไม่ทานแป้งเลยแล้วทานอาหารน้อยเกินไปจะส่งผลเสียเสมือน คอมพิวเตอร์ เข้าสู่ Save Mode พอน้ำหนักลดลงได้ก็หนีไม่พ้นอาการโหยหาแป้ง น้ำตาลและขนมหวานทำให้กลับมาอ้วนได้อีกอย่างง่ายดายและรวดเร็วแบบตั้งรับแทบ ไม่ทัน
ดังนั้นถ้ากลัวอ้วนก็ต้องระมัดระวังอย่าตามใจปากและควรเลือกทานแป้งและ น้ำตาลที่มีดัชนีไกล ซีมิกต่ำดัชนีนี้เป็นตัววัดว่าอาหารพวกแป้งและน้ำตาลนี้จะมีผลต่อระดับของ กลูโคสในเลือดอย่างไร หากมีค่าไกลซีมิกสูงเท่าไรระดับกลูโคสในเลือดก็เพิ่มขึ้นเร็วเท่านั้น
          โดยปกติกลูโคสจะถือว่ามีค่าไกลซีมิกอยู่ที่ 100 ส่วนแป้งและน้ำตาลอื่น ๆ ก็มีค่าน้อยลงลดหลั่นลงมา หากอาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำกว่า 55 ถือว่ามีค่าไกลซีมิกต่ำ ส่วนระดับ 55 – 70 จัดว่ามีค่าอยู่ในขั้นปานกลางและระดับที่สูงกว่า 70 จัดอยู่ในขั้นสูง ดังนั้น หากไม่อยากให้เกิดระดับกลูโคสในเลือดสูงเกินไปก็ให้เลือกทานแป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกต่ำไว้ก่อน
อาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำ ๆ เช่น พวกแป้งและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วโดยส่วนใหญ่น้ำตาลในผลไม้ ข้าวซ้อมมือ พาสต้า หรือสปาเก็ตตี้ ส่วนอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือพวกที่มีค่าไกลซีมิ กสูงเช่น ขนมปัง (แม้แต่โฮลวีทที่มีวิตามินเยอะ) วัฟเฟิล แครกเกอร์ ข้าวขัดขาว มันฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอดหรืออบ
          กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดคือคนชาวพื้นเมืองของอเมริกันที่แต่เดิมทานพวกหัว เผือกหัวมัน ถั่ว ข้าวโพด อาหารที่มีเส้นใย ผลไม้ ซึ่งมีค่าไกลซีมิกต่ำ แต่เมื่อเปลี่ยนมาทานอาหารแบบคนเมือง คือ อาหารจานด่วน น้ำอัดลม ขนมอบต่าง ๆ ปรากฎว่ากลายเป็นคนอ้วนไปตาม ๆ กัน พร้อมทั้งมีปัญหาโรคเบาหวานมากขึ้น ดังนั้นไม่ถึงกับต้องงดหรือลดการทานแป้งและน้ำตาลเสียเลยแต่ให้เลือกพวกที่ มีค่าไกลซีมิกต่ำเป็นหลัก
          ร่างกายต้องการพลังงงานเพื่อนำมาเผาผลาญเพื่อใช้ระหว่างกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องทานแป้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาหารมื้อเช้าและ แม้ว่าต้องการลดความอ้วน ร่างกายควรได้รับแป้งประมาณ 60 – 80 กรัมต่อวัน ในขณะที่คนที่ไม่ต้องการลดน้ำหนักสามารถทานแป้งได้ถึง 300 กรัมต่อวัน
          นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานสะสมที่อยู่ในรูปไขมันออกมาใช้ เพราะการออกกำลังกายจะไป กระตุ้นตับอ่อน ให้ผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งคือ กลูคากอนมีหน้าที่ในการรักษาระดับของกลูโคสในเลือดไม่ให้ต่ำเกินไป โดยการสลายไกลโครเจนที่สะสมไว้เป็นกลูโคส รวมไปถึงการเอาไขมันที่สะสมมาใช้ด้วย
          ไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไปแถมยังไม่ขาดสารอาหารแค่เลือกทานแป้งให้ถูกชนิด ใน สัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เพราะนอกจากรูปร่างที่ดีแล้วสุขภาพที่ดีย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน

ที่มา  http://comvariety.com/health-news/9118

หมดปัญหาความร้อนระหว่างคุยโทรศัพท์


 หากคุณมีปัญหากับความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างคุยโทรศัพท์ เครื่องมือชนิดนี้อาจช่วยได้
      เอียโรส(Earos) คือเครื่องป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราสัมผัสโทรศัพท์โดยตรง ออกแบบเพื่อช่วยป้องกันความร้อนของโทรศัพท์ และมีเครื่องครอบหูเพื่อป้องกันความหนาวเย็นเมื่อต้องออกไปโทรศัพท์ข้างนอก ออกแบบโดย โรเบิร์ต พอตเตอร์
หมดปัญหาความร้อนระหว่างคุยโทรศัพท์
คุณสมบัติของเอียโรส
- ช่วยกั้นไม่ให้โทรศัพท์กระทบกับใบหูโดยตรง ซึ่งเป็นการป้องกันรังสีความร้อนที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์ในระหว่างการพูด   คุย
- ในสภาวะอากาศที่หนาวเย็น เอียโรสสามารถช่วยปกป้องใบหูจากความเย็นและลมได้
- สามารถป้องกันการขูดขีด
- สามารถเป็นที่วางโทรศัพท์ได้ เมื่อวางเอียโรสคว่ำลง
หมดปัญหาความร้อนระหว่างคุยโทรศัพท์
นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจไม่น้อย


วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

เคล็ดลับวิธีแก้เผ็ด



อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป ไม่ได้จะแนะนำวิธีให้ไปแก้แค้นใครที่ไหน แต่ในที่นี้จะแนะนำวิธีแก้อาการทรมานจากอาหารรสชาติเผ็ดร้อนที่เผลอทานเข้าไป อยากรู้ต้องอ่าน




          เคยไหมเวลาไปรับประทานอาหารตามร้านอาหารตามสั่ง สั่งแม่ครัวว่าไม่เผ็ด แต่กลับได้อาหารรสชาติเผ็ด ๆ กลับมาทุกครั้ง สั่งส้มตำไม่ใส่พริก แต่กลับมีพริกปรากฏอยู่ในจาน ทานทีไรก็เผ็ดจนน้ำตาไหล กลายเป็นปัญหาสำหรับท่านทั้งหลายที่ไม่ชอบอาหารรสชาติเผ็ดร้อน วันนี้มีเคล็ดลับบรรเทาความทรมานจากอาการเผ็ดมาฝาก
          มนุษย์รับรสชาติอาหารผ่านทางลิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อลิ้นไปสัมผัสกับพริก ซึ่งมีสาร “แคปไซซิน” ตัวการรสชาติเผ็ดผสมอยู่ สารตัวนี้จะเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรสที่ลิ้น คนเราก็จะรับรู้อาการเผ็ด ยิ่งเมื่อไปโดนแกนพริกก็ยิ่งเผ็ดเพิ่มขึ้น
          วิธีแก้ความเผ็ดที่นำมาแนะนำคือ ให้รับประทานข้าว หรือ ขนมปัง ตามเข้าไป จะช่วยบรรเทาอาการเผ็ดได้ หรือถ้าตอนนั้นสามารถหานมดื่มได้แนะนำให้ดื่มนม เพราะนมจะมีฤทธิ์ในการดูดซับสารแคปไซซินมากที่สุด
          แต่ถ้าวิธีด้านบนทำให้อิ่มจนเกินไปล่ะก็ให้หาน้ำมะนาว หรือ น้ำมะเขือเทศ มาช่วยแก้เผ็ดแทน เพราะในน้ำเหล่านี้จะมีกรด ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับสารแคปไซซิน ทำให้ความเผ็ดลดลง
แต่ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ จะอมลูกอมแทนก็ได้เพราะความหวานจากลูกอมก็สามารถดูดซับความเผ็ดได้เช่นกัน
          วิธีสุดท้ายที่อยากแนะนำ อาจจะดูน่ารังเกียจไปสักหน่อย แต่ก็ได้ผลเหมือนกัน คือ เวลาที่รู้สึกเผ็ด ร่างกายจะขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาสารที่เผ็ดออกไป ให้ลองปล่อยน้ำลายให้ไหล จะสามารถชะล้างความเผ็ดไปได้ แต่ต้องระวังอย่าให้ใครเห็น เพราะคุณจะกลายเป็นคนไม่มีมารยาทไปในทันที น่าอายแถมระวังไม่มีคนคบด้วย

ดื่มน้ำอัดลมมากยิ่งก้าวร้าว


นักวิจัยพบยิ่งดื่มน้ำอัดลมมากขึ้นเท่าไหร่ เด็กจะยิ่งก้าวร้าวสูงขึ้นเท่านั้น


          ทั้งนี้ ศ.เดวิด เฮเมนเวย์ จากสำนักสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจระหว่างการใช้ความรุนแรงในวัยรุ่นกับปริมาณน้ำอัด ลมที่พวกเขาดื่ม หลังวิเคราะห์ผลการตอบแบบสอบถามของวัยรุ่นอายุ 14-18 ปี ในโรงเรียนรัฐของเมืองบอสตัน 1,878 คน ซึ่งเป็นแหล่งที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงกว่าย่านชานเมืองแล้วพบค่า เฉลี่ยว่า หากเด็กดื่มน้ำอัดลมมากกว่า 5 กระป๋องต่อสัปดาห์ จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากกว่าเพื่อนที่ดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่น้อยกว่า
          แม้เฮเมนเวย์จะยืนยันว่านี่เป็นแค่สถิติเบื้องต้นและไม่มีการลงลึกถึง ยี่ห้อและชนิดของน้ำอัดลมที่เด็กๆ ดื่มเข้าไป แต่ตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่ไม่ดื่มน้ำอัดลมหรือดื่มเพียงหนึ่ง กระป๋องต่อสัปดาห์ เทียบกับที่ดื่มสัปดาห์ละ 14 กระป๋องชี้ชัดว่ามีการพกปืนหรือมีด 23 กับ 43 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้ความรุนแรงกับแฟน 15 กับ 27 เปอร์เซ็นต์ และใช้ความรุนแรงกับเพื่อน 35 กับ 58 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ดี เชื่อว่ามีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกอาทิ การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ ซึ่งควรต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

"Animation by ImageReady"


วิธีถนอมสายตาหน้าคอมพิวเตอร์



เช็ค “ดวงตา” ถูกใช้งานอย่างหักโหมหรือไม่? พร้อมวิธีแก้ไขควรปฏิบัติ ช่วยถนอม “สายตา” ยามนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์



นักศึกษายุคไอทีที่ต้องหาข้อมูล ทำการบ้าน หรือพิมพ์รายงานผ่านคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง หากรู้สึกตาแห้ง แสบ พร่ามัว ปวดกระบอกตา หรือเห็นแสง-สีผิดจากปกติ นั่นเป็นสัญญาณของการจ้องจอคอมฯ นานเกินไป แม้ไม่อันตราย แต่บั่นทอนประสิทธิภาพการเรียนรู้ ดังนั้น เพื่อดวงตาคู่สวยทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพไปนาน ๆ จึงต้องหมั่นถนอมด้วยวิธีต่อไปนี้

  • จอคอมพิวเตอร์ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และปรับจุดกึ่งกลางจอคอมฯ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา เป็นระยะที่ช่วยลดอาการเมื่อยเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ หลัง และคอได้
  • ปรับแสง และความคมชัดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา โดยไม่ต้องเพ่ง ควรพิจารณาแสงไฟในห้องด้วยว่า เมื่อส่องกระทบหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว จ้าเกินไปหรือไม่ เพราะจะทำให้ดวงตาเมื่อยล้า แห้ง และแสบได้ง่าย นอกจากนี้ ควรติดแผ่นกรองรังสี เพื่อลดการกระจายแสง
  • พักสายตาทุก 30 นาที โดยหลับตา หรือมองไปไกล ๆ ประมาณ 5 นาที อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ประคบดวงตา ประมาณ 2-3 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี
  • ควรกระพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา ช่วยลดอาการแสบตา ตาแห้ง และความอ่อนล้าของดวงตาได้ ทั้งนี้ ผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า การนั่งจ้องคอมฯ เป็นเวลานาน อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยไม่รู้ตัว ถึงร้อยละ 60
  • สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ มักตาแห้งได้ง่าย กรณีนี้การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยบรรเทาอาการปวด และแสบตาได้ แต่ควรใช้เมื่อมีอาการ
  • ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เพราะฝุ่นที่หนาจะทำให้แสงสะท้อนเข้าตาได้มากขึ้น
  • แม้การใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยจ้องจอคอมพิวเตอร์ ไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน จะเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยากสำหรับหนุ่ม-สาวยุคไอที แต่สามารถถนอมดวงตาได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีข้างต้น เพียงหมั่นปฏิบัติให้เป็นนิสัย เพื่อสายตาได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพนานที่สุด.

แก้ง่วงช่วงบ่ายยามทำงาน





          ยามบ่ายวันทำงาน หลังทานอาหารอิ่ม ๆ สักพัก ความง่วงก็เข้าครอบงำ หลายคนพึ่งกาแฟร้อน ๆ สักถ้วยเป็นตัวช่วย ทั้งที่ก็ทราบกันดีว่าถ้าดื่มบ่อย ๆ จะไม่ดีต่อสุขภาพ วันนี้จึงมีเมนูอื่น ๆ มาเป็นตัวเลือก ยามร่างกายไม่กะปรี้กะเปร่า ง่วงเหงาหาวนอน มาฝาก 

          แค่ทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม เมื่อร่างกายรู้สึกอ่อนล้า ประโยชน์จากวิตามินซีจะช่วยต้านความเหนื่อยล้าที่มาจากความเครียดและกังวลได้หรือจะเป็นผลไม้ที่มีโครเมียม เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ซึ่งจะช่วยบรรเทาความง่วงได้อย่างดีเยี่ยม เช่น แอปเปิ้ล กล้วย ฯลฯ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล มีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวสูง ช่วยกระตุ้นความสดชื่นให้ร่างกาย แถมยังย่อยง่าย ร่างกายจึงสามารถดึงพลังงานออกไปใช้ได้แบบไม่ต้องรอ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สามารถทานแทนกาแฟตอนเช้า ๆ ได้เลยทีเดียว 

          นอกจากนั้น อาหารจำพวกเมล็ดพืช เช่น ถั่ว งา ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ก็สามารถช่วยบำรุงประสาทและทำให้สดชื่นแจ่มใสในช่วงบ่ายที่เริ่มรู้สึกง่วงนอนได้ เพราะอาหารประเภทนี้ มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งสะสมโปรตีนอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ก็คือช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายอย่างยิ่ง หรือจะลอง โอเมก้า 3 ไขมันจากปลา ก็ได้เช่นกัน เพราะสารอาหารพวกนี้ จะช่วยทำให้มีสมาธิสูงขึ้น และความจำดีขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

วิธีแก้ปวดหัวไมเกรน


 

อาการ

- ปวดศีรษะ ปวดตุ๊บๆแถวขมับ หรืออาจจะจะปวดบริเวณเบ้าตาเหมือนหัวใจเต้นตุ๊บๆอาจจะปวดข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง

- ปวดศีรษะมากจนอาจกระทบต่อกิจกรรมต่างๆ ที่ทำในแต่ละวัน จะปวดในช่วง 4-72 ชั่วโมง
คลื่นไส้อาเจียน

- เบื่ออาหาร

- มักจะปวดเมื่อพบกับสิ่งกระตุ้น เช่น แสงจ้า เย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง อาจจะมีอาการนำ ที่เรียกว่า Aura คือจะอาจจะเห็นแสงแวบ แสงจ้า ตาพร่ามัว อาการชา



วิธีการรักษา

- ใช้ก้อนน้ำแข็ง หรือกระเป๋าน้ำแข็งปะคบที่ศีรษะ เพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัวลงและบรรเทาอาการปวด


- นอนพักในห้องที่เงียบและมืด


- การนวดด้วยกลิ่นหอม ก็จะช่วยผ่อนคลายได้ ส่งผลให้อาการ ไมเกรน บรรเทาลง


- จดบันทึกอาการที่เกิดขึ้น เช่น วันเวลา ระยะเวลาที่ปวด อาการอื่นที่เกิดร่วมด้วย ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิด เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นๆ เช่น แสง เสียงที่รบกวน รอบเดือน (ในผู้หญิง) แสง อาหารที่รับประทาน และ อื่นๆ


- คอยสังเกตอาการก่อนเริ่มมีอาการปวด เช่น อาการหิว ง่วงนอน อ่อนเพลีย แสง เสียงที่รบกวน


- งดอาหารบางชนิดที่อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ เช่น ผงชูรส พิซซ่า ชีส เหล้า กาแฟ เนย ช๊อกโกแลต เป็นต้น


- พยายามพักผ่อนให้พอเพียง หลีกการอดนอน


- การรับประทานอาการพวกปลาซึ่งจะมีสารอาหาร Omega-3 ก็จะทำให้ลดการเกิดอาการ ไมเกรน ได้


- การออกกำลังกายก็จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการ ไมเกรน ได้เช่นกัน


- คนที่มีอาการบ่อยๆ แนะนำให้ให้พกยาติดตัวไว้อย่างน้อย 1 ชุดเสมอ



ที่มา   http://free108.darkbb.com/t382-topic

6 วิธีกิน เพิ่มระบบเผาผลาญ



6 วิธีกิน เพิ่มระบบเผาผลาญ

1 กินบ่อยแต่แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ การ กินอาหารวันละ 4-6 มื้อ จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญตลอดทั้งวันและลดน้ำหนักได้มากขึ้น คนที่ทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อต่อมื้อนานเกินไป ระบบเผาผลาญจะปรับตัวให้ทำงานช้าลงเพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินมื้อใหญ่เกินไป ระบบเผาผลาญจะทำงานเสมือนว่าคุณกำลังอดอยาก จึงสงวนแคลอรีทั้งหมดที่กินไว้เพื่อสะสมเป็นเสบียงยามขาดแคลน 

 
2 ห้ามอดมื้อเช้า คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆจะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร่างกายคนเราต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อจะทำงานได้ทั้ง 24 ชั่วโมง ดังนั้น การอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งจึงทำให้ร่างกายเข้าสู่ระบบสงวนพลังงาน โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และทำให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานอย่างเต็มที่ในรูปของไขมัน อาหารเช้าที่มีคุณภาพได้แก่ ข้าว(ซ้อมมือ)ต้มเครื่อง หรือขนมปังไข่ดาว

3 เพิ่มอาหารโปรตีน โดย ปกติ อาหารจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญ หลังจากที่กินไปแล้ว 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่ทำงานได้ดีที่สุด แต่อาหารโปรตีนต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 25% ในการย่อย ฉะนั้นอาหารว่างที่มีโปรตีนสูงจึงทำให้การเผาผลาญทำงานได้ดีกว่า(เล็ก น้อย)เมื่อเทียบกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง(โดยที่มีแคลอรีเท่าๆ กัน) แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนที่สรุปว่าอาหารชนิดใดจะมีผลพิเศษในการเพิ่มระบบ เผาผลาญ

4 เติมเครื่องเทศรสเผ็ด มี งานวิจัยว่า พริกหรืออาหารรสจัดสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20% เป็นเวลาถึง 30 นาที งานวิจัยในสตรีชาวญี่ปุ่นรายงานว่า พริกสีแดงช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อกินพริกแดงกับอาหารไขมันสูง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยขนาดเล็ก พบว่านักกีฬาชายที่กินพริกแดงกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง มีอัตราระบบเผาผลาญสูงขึ้นทั้งขณะที่มีกิจกรรมและไม่มีกิจกรรม หลังการกินอาหาร 30 นาที แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเพิ่มการทำงานได้นานแค่ไหน ผลดีของการกินพริกคือช่วยให้กินผักได้เพิ่มขึ้น แต่ผลการเพิ่มอัตราการเผาผลาญนั้นเพียงเล็กน้อย จึงต้องใช้ความพอดีในข้อนี้ให้มาก

5 ดื่มน้ำตลอดวัน น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่ง หากดื่มน้ำน้อยไประบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหาร  โดยตับจะเก็บน้ำไว้  แทนที่จะนำไปใช้ในหน้าที่อื่นๆ เช่น เผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำเย็นๆจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อยจากการที่ร่างกายต้อง รักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย  ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น ชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระ EGCG (epigallocatechin gallate) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหาร จะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญ 24 ชั่วโมงได้ 4 % (คาเฟอีนเพียงอย่างเดียวไม่แสดงผลนี้) แม้ชาเขียวจะกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดีกว่าและนานกว่ากาแฟ แต่การดื่มชาเขียวโดยไม่ควบคุมปริมาณอาหารที่กินตลอดทั้งวัน  ก็ไม่อาจช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

6 เลี่ยงน้ำตาลและของหวาน การ กินของหวานมากๆ จะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้ นอกจากนี้ น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย 

ที่มา  http://www.horapa.com/content.php?Category=Tips&No=602